| ลักษณะเด่นโดยสังเขป |
การกล่าวถึงที่มา หรือแหล่งกำเนิดของรำโทนมีหลายประการด้วยกัน แต่มีข้อหนึ่งซึ่งสรุปร่วมกัน ก็คือ รำโทน ได้ดัดแปลงมาเป็นรำวงในภายหลัง เป็นที่นิยมเล่นกันมากทุกท้องที่ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้น จะจุดตะเกียงตั้งไว้กลางวง ผู้เล่นทั้งหนุ่มและสาวพากันยืนรอบวง เมื่อได้ยินเสียงเพลงร้องก็จะพากันรำไปรอบวงด้วยความสนุกสนาน อาจมีการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว ทำให้เกิดการผูกสมัครรักใคร่กันไปก็มี เนื้อร้องของเพลงไม่ยาวมากนัก และมักร้องซ้ำกลับไปกลับมาหลาย ๆ เที่ยว ทำให้จำได้ง่าย และแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว เพลงที่อยู่ในความนิยมมักเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องที่มีความหมาย เข้าใจง่าย ร้องง่าย ทำนองเร้าใจ ทำให้เกิดความสนุกสนานทั้งผู้ร้องและผู้รำ เครื่องดนตรีมีเพียงชิ้นเดียวคือ โทน ซึ่งใช้ดินเหนียวปั้นเป็นรูปโทน แล้วเผาใช้ผ้าใบหรือหนังสัตว์มาขึงหน้าโทน แต่ในจังหวัดนครราชสีมา นิยมใช้ดินด่านเกวียนปั้นเป็นรูปโทน ใช้หวายขึงกับหนังตะกวด (ซึ่งเป็นสัตว์มีอยู่ตามห้วย) โทนมีหน้ากว้าง 2 แบบ คือหน้า 6 และหน้า 8 จึงใช้เรียกเป็นชื่อตามขนาดของโทน ในปัจจุบันการเล่นรำโทนในสภาพที่แห่งอื่นอาจมีปีบ กระป๋อง หรือวัสดุที่ใช้ทำให้เกิดเสียงดังอื่น ๆ ประกอบกับเสียงโทนให้ฟังดูคึกคักมากขึ้น ในภายหลังได้นำรำมะนามาตีแทนโทน แต่ในจังหวัดนครราชสีมายังคงใช้โทนตีให้จังหวะการรำ และใช้อุปกรณ์อื่น เช่น ฉิ่ง กรับ ประกอบเพื่อให้คึกคักขึ้น |
| |
ในสมัยก่อนทุกบ้านมีลูกสาวต้องทำหรือซื้อโทนไว้ เวลาว่างจากการทำงานทุกคนจะมานั่งล้อมวงกัน แล้วตีโทนขึ้นเป็นจังหวะ ปะโทนโทน ปะโทนโทน แสดงว่าการรำโทนจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายตีโทนเพราะมือเบากว่า ถ้าให้ผู้ชายเป็นฝ่ายตี โทนจะแตก ลักษณะเช่นนี้ต่างไปจากที่อื่น ซึ่งใช้ผู้ชายเป็นผู้ให้จังหวะเพลง หรือตีโทน หญิงและชายร่วมกันร้องเพลงให้หนุ่มสาวคนอื่น ๆ ได้ร่ายรำไปรอบวง |
| |
การรำโทนจะไม่มีการไหว้ครู ไม่มีพิธีการอะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องของความสนุกสนานในระหว่างหนุ่มสาว ยามว่างจากการทำงาน หรือเมื่อมีเทศกาลงานสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะเทศกาลตรุษสงกรานต์ หนุ่มสาวจะต้องหาฟืน ตักน้ำ ตำข้าวให้เสร็จก่อนวันฉลองตรุษสงกรานต์ พอถึงวันที่จะสนุกสนานกัน หลังจากทำบุญทำทาน สรงน้ำพระพุทธ พระสงฆ์ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่แล้ว ตอนเย็นก็จะนัดพวกพ้องที่เป็นหนุ่มสาวไปที่ลานวัด หรือกลางลานของหมู่บ้าน เพื่อเล่นรำโทนกัน ทางบ้านปล่อยให้พ่อแม่ทำงานอื่นไป เพราะได้ทำสิ่งที่หนักแรงและจำเป็นต่อครอบครัวไว้ก่อนแล้ว แต่โดยมากผู้ใหญ่ก็อดที่จะตามมาดูด้วยไม่ได้ เพราะเสียงโทนเร้าใจทำให้อยู่บ้านไม่ติด |
| |
การรำโทนในช่วงตรุษสงกรานต์ จะเล่นกันทั้ง 2 ช่วง กล่าวคือ วันตรุษเริ่มที่วันแรม 14 ค่ำ ไปถึงขึ้น 1 ค่ำ เป็นเวลา 3 วัน วันตรุษสงกรานต์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน เรื่อยไปจนครบ 7 วัน บางหมู่บ้านเล่นกันตั้งแต่ตรุษไทยไปจนถึงวันสงกรานต์ก็มี |
| ประวัติโดยย่อ/ช่วงเวลาที่สำคัญ |
รำโทน เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันมากแต่ครั้งโบราณกาล แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่า เริ่มเล่นขึ้นที่ไหน เมื่อใด และใครเป็นผู้ริเริ่มก่อน จากข้อเขียนของเมธี เข็มวงศ์ทอง ซึ่งเขียนเรื่อง "รำโทน" การละเล่นพื้นบ้านที่ไม่เคยเลือน ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2538 หน้า 29 กล่าวถึงงานค้นคว้าเรื่องนี้ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ลพบุรี โดยมีนางศุลีมาศ โพธินิล เป็นประธานคณะทำงานอ้างถึงคำกล่าวของดำรงค์ ปิ่นทอง ว่าถิ่นเดิมที่มีการเล่นรำโทนก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ แถวบ้านแพะ สระบุรี แต่หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา กล่าวว่า รำโทนแพร่หลายในเมืองนครราชสีมาก่อนที่อื่น สมทรง กฤตมโนรถ สันนิษฐานว่า น่าจะมีการเล่นรำโทนมาก่อนสมัยอยุธยา หรือก่อนหน้านี้ทุกแห่ง ดังคำกล่าวอ้างในเอกสารของชาวยุโรปหลายเล่ม |