| ลักษณะเด่นโดยสังเขป |
ลิเกโคราช จัดเป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากจากชาวโคราช นายแม้นปราบ จะบก วิทยากรบ้านต่างตา ตำบลหนองจะบก (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลหมื่นไวย) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า “การละเล่นสมัยก่อนมีหลายชนิด เช่น หุ่นกระบอก หนังตะลุง เพลงโคราช ลิเก และหนังเงียบ (ภาพยนตร์ที่มีแต่ภาพไม่มีเสียง) แต่ชาวบ้านนิยมดูลิเกมากที่สุด” ในด้านความเป็นมาของลิเกโคราช นายแม้นกล่าวว่ามีวิวัฒนาการมาจากลิเกกลองยาวแต่ไม่ทราบประวัติความเป็นมา หรือหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับลิเกกลองยาว |
| |
ลิเกโคราชต่างจากลิเกภาคกลางในด้านต่างๆ ต่อไปนี้เนื้อเรื่องที่แสดง นำเนื้อเรื่องมาจากนิทานพื้นบ้านของโคราชมาเล่น เช่น เรื่องศุภมิตรเกสินีอินทปัตถา, ปราจิตอรพิม ต่อมาจึงนำบทละครนอกจากภาคกลางมาเล่น เช่น เรื่องพิกุลทอง นาง สิบสอง ลักษณวงศ์ สุวรรณหงส์ เป็นต้น มีผู้แต่งเนื้อร้องลิเก คือ อาจารย์แก้ว อยู่วัดโพธิ์ (ถึงแก่กรรมก่อนนายเขียว) อาจารย์แก้วแต่งเนื้อร้อง เนื้อเรื่องเป็นอักษรขอมจดลงในสมุดข่อย ผู้แสดงจดเป็นภาษาไทยนำไปท่องและเปลี่ยนแปลงบ้าง เพื่อให้ดำเนินเรื่องได้เร็ว แต่ถ้าเป็นบทตลกผู้แสดง |
| |
บางคนร้องเป็นกลอนสดเองเลย นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีการแต่งเรื่องขึ้นเอง โดยเน้นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับจักรๆ วงศ์ๆ หรือเรื่องของชาวบ้าน เช่น เรื่องเกษกษัตรีย์ ดาราพิชัยกับมาลัยสุริยา เป็นต้น |
| |
การแต่งกาย เมื่อครั้งเป็นการแสดงในหมู่บ้านมิได้เป็นคณะ จะแต่งกายแบบง่ายๆ คือ ผู้แสดงเป็นตัวพระ นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อม่อฮ่อม ตัดจากผ้าที่หอเองในหมู่บ้านไม่มีสีสัน ตัวนางนุ่งโจงกระเบน ใช้ผ้าคาดอก หรือห่มสไบเฉียง ตัวตลกนุ่งโสร่ง สวมเสื้อหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกและเหมาะกับท้องเรื่องเมื่อจัดตั้งเป็นคณะลิเกขึ้น การแต่งกายก็เปลี่ยนไปจากเดิม มีการเพิ่มเติมตกแต่งให้ดูหรูหราขึ้นตามแบบลิเกภาคกลาง เพราะนายเขียวไปชมการแสดงลิเกภาคกลางมาแล้วนำมาดัดแปลงในการแสดงลิเกโคราช แรกทีเดียวไปซื้อเครื่องแต่งกายของโขนมาจากกรุงเทพฯ ให้ผู้แสดงแต่งเล่นลิเกภายหลังจึงเปลี่ยนแปลงให้หาเครื่องแต่งกายง่ายขึ้น คือ ตัวพระเปลี่ยนเป็นใส่เสื้อแขนยาว คาดเข็มขัดอย่างละคร นุ่งโจงกระเบนผ้าม่วง ไม่สวมรองเท้า สวมชฎา ที่เรียกว่า ปันจุเหร็จยอด มีสายสะพายจากไหล่ซ้ายไปขวา และเพิ่มสนับเพลา ตัวนางห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าโจงกระเบนจีบคู่ ใส่ถุงเท้าขาวใยบัว สวมชฎามียอดการแต่งเช่นนี้เพราะแสดงเกี่ยวกับเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ การไปแสดงในที่ต่าง ๆ ต้องขนเครื่องไปด้วยความยากลำบาก หากแสดงในที่ใกล้จะหาบไป แต่ถ้าไกลออกไปในต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ก็ใช้เกวียนบรรทุกไป โดยเฉพาะรูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ เช่น ช้าง เสือ กวาง ฯลฯ ซึ่งใช้สวมศีรษะเมื่อแสดงบทดังกล่าว ทำให้เสียเวลาในการขนย้าย และในการสวมหัวเพื่อแสดง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงใหม่ ๆ หาข้าวของที่จะทำเครื่องลิเกยากมาก การแต่งกายก็เปลี่ยนไปอีก เพื่อให้หาได้สะดวก และแต่งง่ายขึ้น |
| |
การแต่งหน้า ในยุคแรก เมื่อจะเริ่มแต่งหน้า ต้องใช้น้ำมันทาก่อนเพื่อให้แป้งติดหน้าได้นาน แป้งผัดหน้าใช้ฝุ่นจีนเป็นตลับแข็ง ผัดให้เนียนทั่วใบหน้าและลำคอ จากนั้นเอาก้านธูปเหลาแหลมๆ หรือใช้ก้านไม้ขีดจุ่มหมึก แล้วเขียนคิ้ว ส่วนริมฝีปากใช้ชาดหรือลิ้นจี ซึ่งเป็นกระดาษ สีแดงแต้ม โดยใช้ริมฝีปากที่เลียน้ำลายจนชุ่มดีแล้ว เม้มลงบนกระดาษนั้น ระหว่างสงครามโลกครั้ง ที่สอง เปลี่ยนมาผัดหน้าด้วยดินสอพองหรือฝุ่นขาวผสมน้ำ ทารองพื้นก่อนทาสีอื่น การเขียนคิ้วใช้เนื้อมะพร้าวห้าวฝานเป็นลิ่มแหลมยาวตากให้แห้ง เวลาจะใช้ก็เอาปลายเผาไฟให้ลุกโซน พอกลายเป็นถ่านต้องทิ้งไว้ให้เย็น จึงนำมาเขียนคิ้วและตา มะขามเปียกล้างต่อมาภายหลังมีสบู่ก็ใช้สบู่แทน |
| |
เพลง ใช้เพลงร้องประเภทเพลงไทยเดิมทั้งอัตราชั้นเดียวและสองชั้นมีเพลงต่าง ๆ ดังนี้เพลงโหมโรง ใช้บรรเลงเพื่อสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เทพยดา และครูอาจารย์ ได้แก่ เพลงสาธุการ รัวสามลา เชิดกลอง ฯลฯเพลงออกแขก คล้ายกับปัจจุบัน เพลงกิริยา นายย้วน นุชบุญยังได้ให้ความหมายว่า คือเพลงที่ใช้ประกอบกิริยาต่างๆ ของตัวละคร ซึ่งนำมาจากละครรำมี 4 เพลง คือ เพลงเสมอเพลงเชิด เพลงโอด เพลงรัวเพลงตามบท คือ เพลงร้อง อันเป็นเพลงไทยเดิมใช้ร้องส่งบทโศก บทรัก บทโกรธ และบทอื่นๆ ตามท้องเรื่อง เช่น บทโศก ใช้เพลงพญาโศก ธรณีกันแสง บทรัก ใช้เพลงพม่าเขว เขมร์ไทรโยค และบทดีใจ ใช้เพลงสองไม้ พม่ารำขวาน |
| |
ท่ารำ นางสงวน สายจะบก อดีตตัวพระของลิเกโคราชคณะนายเขียวกล่าวว่า ท่ารำที่ใช้มากที่สุด คือ เทพนม ผาลาเพียงไหล่ พญาครุฑ |
| |
โอกาสและสถานที่แสดง เดิมลิเกกลองยาวแสดงเฉพาะในหมู่บ้าน และบริเวณใกล้เคียง ส่วนใหญ่จะแสดงในวันสงกรานต์ และวันสำคัญทางศาสนาเมื่อพัฒนามาเป็นลิเก ได้ขยายขอบเขตการแสดงไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เกือบทุกอำเภอเช่น ห้วยแถลง สูงเนิน หรือในต่างจังหวัด เช่น อุดรธานี ขอนแก่น และเล่นเป็นประจำที่วิกประจำจังหวัดอุบลราชธานี โอกาสที่แสดง จะแสดงในงานมงคลทุกงาน เช่น งานบวช โกนจุก ขึ้นบ้านใหม่ (ยกเว้น
งานแต่งงาน) และงานอวมงคล คืองานศพ ในสมัยนั้น ทุกคนรู้จักลิเกคณะนายเขียวเป็นอย่างดี และอีกคณะหนึ่งที่คนกล่าวถึง คือคณะนายหินยวน
|
| |
ฉาก แต่เดิมเป็นเพียงผ้าด้ายดิบสีขาว ทอใช้เองในหมู่บ้านทำเป็นฉาก มีอยู่ฉากเดียวเล่นทุกเรื่อง ตัวฉากเขียนเป็นลวดลายเติมสีสันต่าง ๆ หรือวาดเป็นฉากพระราชวัง ฉากป่า ต่อมาทำฉากคล้ายจอภาพยนตร์กลางแปลง เมื่อเปิดการแสดงตามพื้นดิน ไม่ได้ยกเวทีขึ้น ภายหลังเปลี่ยนเป็นการเล่นตามวิกต่าง ๆ ที่สร้างในวัด เช่น วิกวัดสามัคคี วัดศาลาลอย |
| |
วิกลิเก วิกถาวรที่ลิเกใช้เล่นเป็นประจำของอำเภอเมืองนครราชสีมา จะยกพื้นสูงเหมือน
เวทีในโรงภาพยนตร์ มีหลายวิกด้วยกัน เช่น วิกแม่เสงี่ยม วิกเฉลิมวัฒนา วิกราชสีมาวิกเฉลิมไทยบรรดาวัดต่างๆ ที่สร้างโรงลิเก ได้แก่ วัดศาลาลอย วัดกลาง วัดสุทธจินดา วัดสามัคคี วัดโพธิ์ เป็นต้น
|
| ประวัติโดยย่อ/ช่วงเวลาที่สำคัญ |
ลิเกโคราช จัดเป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากจากชาวโคราช นายแม้น ปราบจะบก วิทยากรบ้านต่างตา ตำบลหนองจะบก (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลหมื่นไวย)อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า "การละเล่นสมัยก่อนมีหลายชนิด เช่น หุ่นกระบอก หนังตะลุง เพลงโคราช ลิเก และหนังเงียบ (ภาพยนตร์ที่มีแต่ภาพไม่มีเสียง) แต่ชาวบ้านนิยมดูลิเกมาก ที่สุด" ในด้านความเป็นมาของลิเกโคราช นายแม้นกล่าวว่ามีวิวัฒนาการมาจากลิเกกลองยาว แต่ไม่ทราบประวัติความเป็นมาหรือหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับลิเกกลองยาว
พนิดา สงวนเสรีวานิช ได้เขียนเล่าถึงลิเกกลองยาวไว้ในเรื่อง "อันเนื่องมาแต่ซากูฮร" ว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของลิเกอีสาน โดยการผสมผสานลิเกกับรำกลองยาวเข้าด้วยกัน สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นพร้อมกับการแสดงหมอลำประเภทต่าง ๆ เพราะมีลักษณะการแสดงใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแต่เพียงทำนองการร้องรำ และดนตรีประกอบการแสดงอันมีแคน 1 - 2 เต้า กลองยาว 2 ใบ กลองรำมะนา 1 ใบ ร่วมกับดนตรีประเภทอื่น ๆ เช่น ระนาด ปี่ ฉิ่ง
ลิเกกลองยาวในอดีต ผู้แสดงเป็นตัวพระจะนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อสี มีสังวาล สวมเทริด ตัวนางนุ่งผ้าซิ่นพื้นเมือง สวมเสื้อสี มีเครื่องประดับ สวมเทริด ส่วนตัวประกอบอื่น ๆ มักจะแต่งตัวคล้ายกับตัวตลกของลิเกทั่วไป ลักษณะการแสดงจะไม่มีการออกแขก แต่ออกระบำก่อน ดำเนินเรื่องแบบลิเกภาคกลาง ขณะแสดงอาจมีการแสดงคล้ายรีวิวของดนตรีลูกทุ่งตามเนื้อเรื่อง ดร.สุรพล วิรุฬรักษ์ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องลิเก เมื่อปี พ.ศ. 2522 กล่าวว่า ลิเกกลองยาวไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว หลังจากมีการแสดงครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2500 ที่จังหวัดสุรินทร์ โดยการแสดงของคณะ ส. เมืองอีสาน ลิเกกลองยาวคณะเดียวในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งนายบุญสอน สายโรจน์ นายโรงได้กล่าวถึงการแสดงว่า ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะมีการแสดงอื่น ๆ ทำให้มีงานน้อย ค่าจ้างถูก ประมาณคืนละ 400 - 3,000 บาท ตามแต่ระยะใกล้ - ไกล ของการเดินทางไปแสดง มีผู้ร่วมคณะจำนวน 20 - 2 คน รายได้ที่รับจึงน้อยมาก แต่แสดงกันด้วยใจรัก ด้วยเหตุนี้เอง ลิเกกลองยาวจึงค่อยหมดไป เพราะไม่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยค่าจ้างเพียงเล็กน้อยได้
นายแม้น ปราบจะบก เล่าถึงคำบอกเล่าสืบต่อกันมาต่อไปว่า ลิเกกลองยาวเข้ามาในโคราช โดยนายคงกับนายเขียว ปราบจะบก สองพี่น้องเป็นผู้ริเริ่มนำเข้ามาเล่นครั้งแรกที่บ้านต่างตา (แต่มีบางท่านบอกว่า เล่นที่บ้านกริ่นก่อน) ขณะนั้นไม่ได้ตั้งเป็นคณะ นิยมเล่นกันภายในหมู่บ้าน และบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น เมื่อนายคงถึงแก่กรรม นายเขียวจึงตั้งคณะลิเกโคราชขึ้นครั้งแรกในอำเภอเมือง ถือว่าเป็นคณะแรกและครั้งแรกของจังหวัดด้วย โดยใช้ชื่อว่า คณะนายเขียว หรือมรกตศิลป์ แต่คนทั่วไปนิยมเรียกคณะนายเขียวมากกว่า หลังจากนั้นมาก็มี คณะนายเต๊ก เสือสง่า และคณะแม่เหรียญทอง ซึ่งได้รับความนิยม และตั้งคณะอยู่ได้นาน
คณะนายเต๊ก เสือสง่า ได้ชื่อว่าเป็นลิเกกรุงเทพฯ เพราะนายเต๊ก เสือสง่าเดินทางจากรุงเทพฯ มาอยู่เมืองโคราช เมื่อ ปี พ.ศ. 2485 โดยนายประสงค์ เกษมราช ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมาขณะนั้น เป็นผู้ติดต่อมาแสดงเพื่อประกวดประชันกับลิเกคณะต่าง ๆ ที่วิกเฉลิมวัฒนา ปรากฏว่าคณะนายเต๊กชนะเลิศ ได้รับถ้วยเกียรติยศจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเรื่อง ราชาธิราช (คณะนายเขียวไม่ได้เข้าประกวด) นายเต๊กจึงอยู่แสดงลิเกในจังหวัดนครราชสีมาเรื่อยมาจนถึงแก่กรรม
(นายเต๊ก เสือสง่า เป็นลูกเลี้ยงของนายดอกดิน เสือสง่า หัวหน้าคณะลิเกชื่อดัง ผู้ริเริ่มการแสดงลิเก โดยใช้ตัวแสดงเป็นผู้ชายจริงหญิงแท้ โดยมีนายเต๊กเป็นพระอก และแม่ละออง เสือสง่า ผู้เป็นลูกสาวนายดอกดิน และเป็นน้องสาวคนละพ่อกับนายเต๊ก เป็นนางเอก นายดอกดินเป็นผู้ริเริ่มการร้องเพลงลิเก ที่เรียกว่า เพลงรานิเกลิง หรือเพลงร้องทำนองดอกดิน ซึ่งต่อมาเป็นเพลงครู สัญลักษณ์ของการแสดงลิเกในปัจจุบัน) สำหรับลิเกคณะนายเขียวนั้น ภายหลังหาผู้สืบทอดได้ยาก เมื่อนายเขียวถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2525 อายุ 77 ปี ตำรับตำราต่าง ๆ ก็สูญหายไปด้วย เพราะลูกหลานนำไปเผาไฟ เสียหมด นายเกิดผู้เป็นลูกชายคนโต รับสืบทอดมาได้ไม่นานก็ถึงแก่กรรม ผู้แสดงขาดผู้นำต่างแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพเดิม ลิเกโคราชจึงหมดไป เหลือแต่ลิเกปัจจุบัน ซึ่งแสดงแบบลิเกภาคกลาง |