รหัสเอกสาร D01
ชื่อทุนทางวัฒนธรรม เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน

หมวดหมู่หลัก

เด่นดี๋ (ศิลปกรรม/ทัศนศิลป์)

สถานที่ตั้ง (ถ้ามี):

พบได้ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

พิกัด (ถ้าทราบ):

-

 
ลักษณะเด่นโดยสังเขป ปัจจุบันการผลิตเครื่องปั้นดินเผา ได้ขยายแนวทางการออกแบบ ตลอดจนการนำไปใช้หลากหลาย มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยในการผลิตเช่น การใช้แบบหล่อปูนปลาสเตอร์ การใช้เครื่องจักรนวดดิน การใช้เครื่องอัดกระเบื้อง การเตรียมดิน เริ่มมีการใช้ดินขาวมาเป็นส่วนผสมบ้าง เอามาตกแต่งลวดลายบางวิธีนี้นอกจากจะขั้นรูปด้วยการขึ้นแป้นหมุนแล้ว วิธีอิสระก็ได้รับความนิยมมากในหมู่ช่างปั้นพื้นบ้าน ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว การใช้แบบพิมพ์กด และการหล่อ เริ่มมีแต่ไม่มากนัก ส่วนการเคลือบมีร้านดินเผา การย้อมสีดินเผาให้เหมือนของเก่า เช่น การย้อมสีปลา และลวดลายกระเบื้องดินเผา โอ่ง กระถาง ฯ เริ่มแพร่หลายไปยังช่างชาวบ้านแล้ว
  สำหรับเรื่องการออกแบบ ที่นิยมกันมากนอกจากแจกัน โอ่ง อ่าง แล้วได้มีการประดิษฐ์นกฮูกแฝดตั้ง กระเช้าแขวนนกฮูก กระเช้ารูปปลาแขวน นกยูงเดี่ยว นกยูงคู่ แมว หอยโข่ง กบ คางคก รูปปลาตั้งหางสบัด โคมไฟ กระถาง ส่วนประเภทของที่ระลึก ได้แก่ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู เข็มขัด พวงกุญแจ ตุ๊กตาดินเผา กระเบื้องประดับผนังดินเผา กระเบื้องปูพื้น เป็นต้น
  วัตถุดิบ

วัตถุดิบที่สำคัญ คือ ดินที่ใช้ปั้นเครื่องดินเผาด่านเกวียน จะนำมาจากฟากมูล ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามหมู่บ้านด่านเกวียนทางทิศตะวันออก ระยะทางราว 2 - 3 กิโลเมตร เป็นที่ราบริมฝั่งมูล ชาวบ้านจะเลือกขุดบริเวณที่มีดินเหมาะแก่การปั้นเป็นแห่ง ๆ เรียกว่ากุด บริเวณแหล่งดินแต่เดิมมีดังต่อไปนี้
1. กุดลอนตาล
2. กุดสองคืน
3. กุดเสือตาย (กุดสายตาย)
4. กุดหนองโชติ
5. กุดเวียน
6. กุดตะเกียด
7. คลองตำแย
8. วังใหญ่
9. หนองงูเขียว
10. มูลหลง
  ปัจจุบันใช้ดินทั่วไปในบริเวณปากมูล เพราะกุดบางกุด ที่ใช้มาแต่โบราณ ได้มีคนจับจองเป็นเจ้าของ เช่น กุดเวียน จึงไม่สามารถที่จะนำดินมาใช้ได้อีก ที่ดอนบางส่วนของกุดตะเกียดและกุดอื่น ๆ ก็มีพ่อค้าคนกลางในตลาดกว้านซื้อเป็นเจ้าของ ชาวบ้านที่มีอาชีพปั้นเครื่องปั้นดินเผา จะต้องซื้อต่อจากคนกลาง ดังนั้นอาจจะแบ่งแหล่งดินที่นำมาใช้ในปัจจุบันเป็น 2 บริเวณด้วยกัน คือ
1. บริเวณทุ่งด่านเกวียน
2. บริเวณทุ่งดินมูลหลง
  บริเวณทุ่งด่านเกวียน หมายถึงดินเหนียวในทุ่งนา บริเวณฟากมูลทั่ว ๆ ไป ดินพวกนี้จะเป็นดินเหนียวเนื้อละเอียด ส่วนบริเวณทุ่งดินมูลหลงจะอยู่ติดกับลำมูล เนื้อดินบางแห่งจะเป็นทรายละเอียดซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ดินขาว ใช้เป็นส่วนผสมเพื่อให้ดินปั้นง่าย ผึ่งและเผาไม่แตกมาก นอกจากนั้นยังเพิ่มความแข็งให้กับเนื้อดินเผาด้วย
  ลักษณะของดิน
ดินที่เหมาะแก่การปั้นเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน จะเป็นดินเหนียวเนื้อละเอียด ไม่มีกรวด หิน รากไม้ หรือสิ่งอื่นๆ เจือปน มีสีแดง หรือน้ำตาลดำ (แดง) ดินที่มีคุณลักษณะดี คือดินที่ปั้นแล้วนำมาเผาจะได้สีแดง เรียกว่า สีเลือดปลาไหล ปัจจุบันค่อนข้างหายาก เหตุที่ดินมีสีแดงเป็นเพราะว่า มีอ๊อกไซด์ของโลหะผสมอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นสนิมของเหล็กก็ได้ เมื่อเผาแล้วจึงกลายเป็นเคลือบในตัว

แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วไปในปัจจุบันประกอบด้วยหมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้ทางหลวงหมายเลข 224 สายนครราชสีมา-โชคชัย โดยเฉพาะที่บ้านด่านเกวียนในพื้นที่เขตปกครองของตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย อยู่ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 14 กิโลเมตร ตลอดสองข้างทางยาวประมาณ 700 เมตร ริมถนนสายดังกล่าว นอกจากเป็นแหล่งผลิตยังเป็นแหล่งจำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนอีกด้วย
ประวัติโดยย่อ/ช่วงเวลาที่สำคัญ เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนจะเริ่มมาเพียงใดไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่กล่าวกันว่า ชนกลุ่มแรกคือพวกข่าซึ่งมาตั้งรกรากอยู่ข้างวัดด่านเกวียน เป็นกลุ่มที่นำเอาดินมาปั้นเป็นภาชนะใช้สอยในครัวเรือน เช่น โอ่ง อ่าง ครก ไหปลาร้า การปั้นจะมีในช่างฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวแล้ว ทำเป็นงานอดิเรก คนปั้นจะต้องทำเองทั้งหมดตั้งแต่นวดดิน ปั้น เผา วันหนึ่ง ๆ จะปั้นเฉพาะแค่จำนวนพะมอนที่มีอยู่เท่านั้น ไม่ได้ปั้นเพื่อหวังจะให้ได้จำนวนมาก ๆ ดังนั้นในช่วงเช้าอาจจะนวดดิน ช่วงบ่าย ๆ ก็จะปั้น บางวันก็ทำ บางวันก็ไม่ทำ เมื่อได้มากพอสมควรแล้วจึงเผา หลังจากนั้นจะบรรทุกเกวียนนำไปแลกข้าว พริก เกลือ หรือมีพ่อค้าจากหมู่บ้านใกล้เคียงและอำเภออื่น ๆ เช่น บ้านยองแยง บ้านพระพุทธ บ้านพะไล พิมาย ฯลฯ มาซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป โดยใช้เกวียนเป็นพาหนะบรรทุกคราวละประมาณ 50 - 100 เล่มเกวียน มาพักแรมเพื่อรอรับเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งพ่อค้าเหล่านี้จะเริ่มทะยอยมาตั้งแต่เดือนอ้าย เดือนยี่ จนถึงเดือนหก พอฝนเริ่มตกก็จะหยุดเพื่อกลับไปทำนา

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประมาณปี พ.ศ. 2484 - 2488) บ้านเมืองขาดแคลนน้ำมัน ชาวบ้านด่านเกวียนก็ได้ปั้นตะเกียงที่ใช้น้ำมันหมู่เป็นเชื้อเพลิง จะเห็นได้ว่าการปั้นเครื่องปั้นดินเผาในระยะแรกๆ จะเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ภายในท้องถิ่นและตลาดในตัวเมืองเท่านั้น

ราวปี พ.ศ. 2500 คณาจารย์ในคณะสถาปัตยกรรม นำโดยอาจารย์วทัญญู ณ ถลาง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ปัจจุบันเป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ได้ร่วมกันสำรวจศิลปะ และพบความแปลกใหม่ของวัสดุดิบด่านเกวียน จึงได้ร่วมมือกันออกแบบให้มีรูปทรงที่แปลกเช่น ม้ารองนั่ง (Stool) ตะเกียงหิน แจกันลวดลายเรขาคณิต เพื่อใช้ตกแต่งภายในวิทยาลัยและช่วยกันเผยแพร่เรื่องราวของดินด่านเกวียนไปในหมู่สถาปนิกทั่วประเทศ ต่อมาได้มีผู้สนใจออกแบบให้มีรูปร่างที่แปลก ๆ และนำไปใช้ในงานตกแต่งภายใน ภายนอก และงานทางด้านสถาปัตยกรรมมากขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของด่านเกวียนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป

การเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนางานเครื่องปั้นดินเผาของวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเวลานั้นมี อาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร และอาจารย์พิศ ป้อมสินทรัพย์ เป็นบุคคลสำคัญในการออกแบบและพัฒนาในระยะแรก

ประมาณปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนจึงได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักออกแบบและสถาปนิค ตลอดจนบุคคลในวงการศิลปะทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงทำให้เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนมีรูปลักษณ์ใหม่ดังที่ปรากฎอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน
 
สถานะปัจจุบันของทุนวัฒนธรรม ยังคงดำเนินอยู่/ใช้งานปกติ
 
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม ของดีโคราช เล่มที่ 3 สาขา คหกรรมศิลป์
หมายเหตุ -
 
โครงการวิจัย โคราช อย่าง ดี๋ การส่งเสริมและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการขับเคลื่อนเมืองนครราชสีมา
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)